เล่าเรื่อง เมืองล้านนา 18 เมษายน 2569

เชียงใหม่เดินหน้าคุมเข้มไฟป่า–หมอกควัน ผู้ว่าฯ สั่งติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมย้ำงดเผาทุกพื้นที่


วันนี้ (17 เม.ย. 69) ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม โดยมี นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการศูนย์บัญชาการฯ นายอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
.
จากรายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น. พบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน) มีค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 63.1 – 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน (ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” ถึง “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”


สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ พบหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน อาทิ ระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ และตำบลหางดง อำเภอฮอด ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ตำบลช้างเผือก และตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม และตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว
.
ขณะเดียวกัน รายงานจุดความร้อน (Hotspot) ประจำวันที่ 17 เมษายน 2569 (รอบเช้า) พบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่รวม 89 จุด โดยกระจุกตัวในหลายอำเภอ ได้แก่ เชียงดาว 14 จุด แม่แตง 12 จุด ฮอด 11 จุด เวียงแหง 9 จุด อมก๋อย 8 จุด แม่แจ่ม 7 จุด กัลยาณิวัฒนา 7 จุด แม่ออน 6 จุด จอมทอง 5 จุด ไชยปราการ 4 จุด พร้าว 3 จุด สันกำแพง 2 จุด และแม่ริม 1 จุด
.
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์สถานการณ์ในช่วงวันที่ 17–25 เมษายน 2569 พบว่า การระบายอากาศยังอยู่ในเกณฑ์ “ไม่ดี–ปานกลาง” ส่งผลให้ฝุ่นละอองยังมีแนวโน้มสะสม แม้บางช่วงอาจเริ่มดีขึ้นและทำให้ค่าฝุ่นลดลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม หากยังคงมีจุดความร้อนทั้งในประเทศและพื้นที่ใกล้เคียง อาจทำให้สถานการณ์ฝุ่นกลับมารุนแรงขึ้นอีก
.
จังหวัดเชียงใหม่จึงขอความร่วมมือประชาชน
งดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นให้สวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้ง และลดระยะเวลาการออกกำลังกายกลางแจ้ง และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก หรือระคายเคืองตา ในส่วนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่มลพิษ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกกรณี รวมถึงงดการเผาในพื้นที่ป่า เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างยั่งยืน  ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองให้คลี่คลายโดยเร็ว และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนให้มากที่สุด
.

ข่าวสังคมชาวบ้านประจำวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569 โยสินในน้ำ✍️….ความหวังดีที่ต้องประกอบด้วยปัญญา ก่อนที่เราจะหวังดีแนะนำตักเตือนใคร ดูให้ดีว่าเขาต้องการหรือไม่ อีโก้ ของคนเรามันไม่เท่ากัน บางคนชอบความจริง ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่บางคนก็ชอบฟังเรื่องโกหกเสแสร้ง ดูคนให้ออก ก่อนที่จะหวังดีกับใคร ถ้าหวังดีผิดที่ ผิดคน ผิดเวลา นอกจากเราจะไม่มีความดีก็อาจถูกมองว่าเป็นตัวร้าย ที่ชอบก้าวก่าย วุ่นวาย จุ้นจ้าน ดีที่สุด หากไม่ใช่หน้าที่ ก็ควรดูอยู่ห่าง ๆ คนเราต่างผ่านโลกมาพอ ๆ กัน อย่าไปคิดแทนใคร จนกลายเป็นล้ำเส้น จงจำเอาไว้ว่า ความหวังดี ถ้าผิดที่ ผิดคน ผิดเวลา มันจะ ไร้ค่าเสียเวลา และเปลืองตัว….วันที่มีเงิน แต่ซื้ออะไรไม่ได้ กำลังเริ่มขึ้นแล้ว หลวงตาท่านเคยเตือนไว้แล้วว่า รถมี แต่ไปไม่ได้ ปั๊มมี แต่เติมไม่ได้ เงินมี แต่ซื้อไม่ได้ รถจอดเต็มถนน แต่ไปไหนไม่ได้ ปั๊มยังอยู่ แต่ไม่มีน้ำมัน เงินยังพอมี แต่ซื้อไม่ได้ นี่ไม่ใช่อนาคต แต่มันคือปัจจุบันที่เริ่มแล้ว หลวงตาท่านเคยเตือนไว้แล้วว่า สิ่งที่ไม่เคยเห็น จะได้เห็น วันนี้เราเห็นแล้ว แบบที่ไม่มีใครอยากเชื่อ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ทุกข์เพราะของขาด แต่ทุกข์เพราะใจรับไม่ได้ ยิ่งโลกไม่นิ่ง ใจยิ่งดิ้น ยิ่งควบคุมไม่ได้ ยิ่งทุกข์หนัก ความจริงคือ โลกไม่เคยอยู่ในการควบคุมของเราเลย มีแค่ใจเราที่ยังพอควบคุมได้ ….ยุคนี้ไม่ใช่คนเก่งที่จะรอด แต่คือคนที่หยุดใจได้จะรอด ไม่ใช่คนที่มีมาก แต่คือคนที่พอ จะอยู่ได้ ทางรอดของชีวิตไม่ใช่มีน้ำมันเต็มถัง แต่คือมีสติเต็มใจ ลดความอยากลง วางความกลัวลง แล้วก็กลับมาอยู่กับความจริงในวันที่โลกโคลงเคลง อย่างน้อย ใจเราต้องไม่ล่มจำไว้ให้ลึกที่สุด โลกจะดังแค่ไหนก็ได้ แต่อย่าให้ใจเราพังตามโลก สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งคือ คำว่าการปล่อยวาง เพราะการปล่อยวางนี่แหละ มันคือศูนย์รวมของความสุข ไม่มีอะไรจะสุขเท่าที่ตัวเราปล่อยวาง….มีข้อมูลมาแจ้งให้ทราบ แต่ไม่ขอรับประกันว่าจริงหรือเท็จ ในโลกโชเชียลว่า ใครที่เคยชินกับการขับรถแบบเดิม ๆ ต้องเปลี่ยนด่วน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลสั่งยกเลิกมาตรการเตือนก่อนปรับ และเตรียมเข้าสู่โหมดจับจริงปรับเต็ม ตามกฎหมายจราจรใหม่ ที่เพิ่มโทษหนักกว่าเดิม ถึง 4 เท่า ปรับสูงสุด 4,000 บาท รอบนี้เขาเน้นข้อหาที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย ๆ ใครโดนเข้าไป บอกเลยว่ากินข้าวคลุกน้ำปลาทั้งเดือนขับรถเร็วเกินกำหนดปรับ 4,000 บาท เดิมแค่1,000 บาท ฝ่าไฟแดงปรับสูงสุด 4,000 บาท ไม่หยุดให้คนข้ามถนน ปรับ 4,000 บาท ข้อหาที่เน้นมาก ขับรถย้อนศร ปรับไม่เกิน 2,000 บาท เดิม 500 บาท ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ทั้งคนขับและคนซ้อน คนนั้ง ขับรถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ผู้อื่น ปรับสูงสุด 1,000 บาท หรือจำคุก 3 เดือน อันนี้โหดจริง ระบบตัดแต้ม หัวใจหลักที่ต้องระวัง นอกจากเสียเงินแล้ว ทุกคนมี 12 คะแนน ในใบขับขี่ ทำผิดโดนหักทีละ 1 แต้ม ขับเร็ว ไม่ใส่หมวก ไม่คาดเข็มขัด ใช้มือถือขณะขับ หัก 2-3 แต้ม ประมาทหวาดเสียว ชนแล้วหนี หัก 4 แต้ม และถ้าแต้มใครเหลือ 0 เมื่อไหร่ โดนพักใบขับขี่ทันที 3 เดือน ขับรถบนทางด่วนไม่ควรเกิน 120 กม./ชม. ทางม้าลายต้องหยุด ไฟเหลืองต้องชะลอ เมาไม่ขับ โทษหนักปรับสูงสุด 20,000 บาท
....สินในน้ำ

Related posts